ข้อความจากซีอีโอ

สวัสดีครับทุกท่าน

ผมชื่อ Norio Itabashi เป็น CEO ของ Discovery Japan ครับ

เว็บไซต์ Discovery Japan ได้เปิดตัวในเดือนมิถุนายน 2016 ด้วยแนวคิดที่จะนำพาสินค้าญี่ปุ่นสู่ต่างประเทศ แต่คุณอาจจะไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วแรงบันดาลใจเดิมที่เปิดตัวเว็บไซต์นั้นคืออะไร หรือไม่รู้แม้กระทั่งข้อมูลเกี่ยวกับผมซึ่งเป็นเจ้าของเว็บไซต์ด้วยเช่นกัน

แน่นอนว่าไม่มีใครที่จะซื้อสินค้าจากเว็บไซต์หรือจากคนที่ไม่รู้จัก ดังนั้นผมจึงอยากจะแนะนำตัวและบอกเล่าเรื่องราวเล็กน้อยเกี่ยวกับบริษัทนี้กับคุณ

ประวัติส่วนตัว

อายุ 24 – 35 ปี
ผมเกิดในปี 1978 เติบโตและเข้าเรียนมหาวิทยาลัยสาขาศาสนาเปรียบเทียบในประเทศญี่ปุ่นก่อนที่จะเริ่มทำงานเป็นพนักงานประจำอยู่ประมาณ 3 ปี จนถึงจุดนี้ ชีวิตของผมก็เหมือนกับวัยรุ่นญี่ปุ่นทั่วๆไป

ในปี 2002 ตอนผมอายุ 24 ปี อินเตอร์เน็ตก็ค่อยๆเริ่มเข้ามาในชีวิตของผม
ณ ตอนนั้นผมเป็นพนักงานประจำและเว็บไซต์ก็ได้รับการแนะนำแก่บริษัท หลังจากนั้นผมมุ่งมั่นในการสร้างเว็บไซต์ด้วยตัวเอง ดังนั้นในขณะที่กำลังทำงาน ผมก็เข้าโรงเรียนอาชีวศึกษาไปด้วย ซึ่งตอนนี้คือมหาวิทยาลัย Digital Hollywood เพื่อเรียน IT เป็นเวลา 1 ปี ผมได้เรียนรู้มากมายเกี่ยวกับ IT และคอมพิวเตอร์ รวมทั้งผมได้เรียนรู้ที่จะสร้างเว็บไซต์ด้วยตัวเอง โดยใช้รหัส HTML โปรแกรมเว็บไซต์และฐานข้อมูล

ในปี 2003 เมื่อผมอายุ 25 ปี ผมก่อตั้งบริษัทพัฒนาระบบเว็บไซต์ และพวกเราทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาระบบเพื่อธุรกิจตามสัญญาเป็นเวลา 5 ปี และในขณะเดียวกันพวกเราก็ท้าทายตัวเองด้วยการพัฒนาความคิดด้านอีคอมเมิร์ซอีกด้วย

Live Commerceในปี 2006 ตอนผมอายุ 28 ปี ผมได้พบกับนักลงทุนใจดีท่านหนึ่งและพวกเราก็สามารถพัฒนาระบบอีคอมเมิร์ซของพวกเราได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งตอนนี้ผมก็ยังคงความสัมพันธ์อันดีกับนักลงทุนท่านนั้นอยู่เช่นเดิม

ในปี 2008 เมื่อผมอายุ 29 ปี ผมใช้ประสบการณ์เกี่ยวกับเทคโนโลยีอีคอมเมิร์ซที่ผมพัฒนาขึ้นมาและได้ปล่อยเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซในหลากหลายภาษาที่มีชื่อว่า Live Commerce ซึ่งมีภาษาญี่ปุ่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีนและภาษาจีนแบบดั้งดิม (ผมจะอธิบายแรงจูงใจในการปล่อยเว็บไซต์นี้ทางด้านล่าง)

โดยปรกติ เมื่อบริษัทญี่ปุ่นขนาดเล็กต้องการขายสินค้าในต่างประเทศผ่านทางออนไลน์ พวกเขาไม่มีทางเลือกยกเว้นการใช้บริการ eBay แต่ด้วยรูปลักษณ์ของ Live Commerce ทำให้บริษัทขนาดเล็กสามารถเปิดตัวเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซในต่างแดนได้เช่นกัน และพวกเรายังสามารถขยายธุรกิจอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนจนมียอดสะสม 1,100 เว็บไซต์ในปี 2015 ซึ่งมียอดการจัดจำหน่ายประจำปีถึง 12 พันล้านเยน.

ในปี 2015 พวกเราได้หยุดทำงานกับการพัฒนารูปแบบธุรกิจและมุ่งเน้นในการพัฒนา Live Commerce เพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการขยายผู้ใช้ให้มากขึ้น ณ ขณะนั้นมีสินค้ามากกว่า 1,000,000 ชิ้นที่ลงทะเบียนอยู่ใน Live Commerce และบริษัทของพวกเราก็เริ่มสร้างธุรกิจออนไลน์รูปแบบใหม่ๆและช่วยให้ลูกค้าสามารถขายสินค้าญี่ปุ่นในต่างแดนได้


รายการที่ลงทะเบียนแล้ว

นั่นเป็นช่วงเวลาที่ผมรู้สึกว่าผมได้สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้สินค้าญี่ปุ่นมีการซื้อขายผ่านทาง Live Commerce อย่างแท้จริง ในทุกๆวันจะมีสินค้าญี่ปุ่นที่ซื้อโดยคนญี่ปุ่นและคนต่างชาติ และ Live Commerce มีโครงสร้างที่สามารถขายของออนไลน์ได้ ซึ่งช่วงเวลาที่ยังไม่มีอินเตอร์เน็ต การที่จะทำการค้าระหว่างประเทศนั้นทำได้เฉพาะคนบางกลุ่ม

Start-up Discovery Japan ~ 2016

ยามที่คนญี่ปุ่นทำงานกันเป็นกลุ่ม พวกเขาจะแสดงจุดแข็งของพวกเขาซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้สินค้าญี่ปุ่นมีคุณภาพสูง


หลังจากอายุ 36 ปี...
ผมเริ่มคิดว่าถ้าพวกเราสามารถสรุปสินค้าญี่ปุ่นจำนวนมากที่ลงทะเบียนกับ Live Commerce และเพิ่มมูลค่าบางอย่างเข้าไป หรือ ให้อะไรบางอย่างที่เป็นของญี่ปุ่นแก่ประเทศอื่นๆ นี่คือเหตุผลหลักในการเริ่มต้น Discovery Japan ในฐานะที่เป็นคนญี่ปุ่น ผมรู้สึกว่าผมต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับรากฐานของสินค้าที่ผลิตขึ้นโดยชาวญี่ปุ่น รวมทั้งเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงต้องการขายสินค้านั้นใน Discovery Japan ซึ่งอย่างแรกที่ผมต้องทำคือเชื่อมั่นในตัวผมเองก่อน

ปรกติแล้วคุณไม่สามารถแนะนำสินค้าที่คุณไม่ได้ขาย หรืออีกนัยหนึ่งคือผมจะขายสินค้าใน Discovery Japan

เพื่อที่จะเข้าใจพื้นฐานว่าทำไมพวกเราจึงรวบรวมสินค้ามากมายเหล่านี้และทำไมคนญี่ปุ่นถึงสร้างมันขึ้นมา ผมได้อ่านวรรณกรรมทุกชนิดที่เกี่ยวกับคนญี่ปุ่น รวมทั้ง Therefore, in order to understand the roots of why we had gathered such products and why Japanese people had created them, I read all kinds of literature about Japanese people. Also, ทำไมสินค้าญี่ปุ่นจึงต้องมีคุณภาพสูงและทำไมสินค้าจึงเป็นที่ชื่นชอบไปทั่วโลก ในฐานะคนญี่ปุ่นคนหนึ่ง ผมต้องการที่จะรู้และเข้าใจรากฐานความคิดนี้ให้มากขึ้น

เรียนรู้เกี่ยวกับคนญี่ปุ่น
คนญี่ปุ่นมักจะไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นของตนเองในโรงเรียน มหาวิทยาลัย ที่ทำงานหรือการประชุมระหว่างประเทศต่างๆ แต่เมื่อพวกเขาทำงานเป็นกลุ่มหรือทำวิจัย ต้องบอกว่าพวกเขาได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในทางกลับกัญคนอเมริกัน จีนและอินเดียจะมีความคิดเป็นของตัวเองสูงกว่า หากเทียบกับคนญี่ปุ่น ทำไมคนญี่ปุ่นถึงทำงานเป็นกลุ่มได้ดีแม้จะไม่ได้รับการฝึกฝนใดๆ

ผมคาดว่ามันน่าจะเกิดจากการใช้ชีวิตในครอบครัว โรงเรียนและบริษัทที่เราเรียนรู้มาโดยไม่รู้ตัวซึ่งเป็นกฎต้องทำงานร่วมกันโดยไม่เห็นแก่ตัว นี่คือส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่มีคุณภาพทางวัฒนธรรม ซึ่งเพิ่มจุดแข็งในการทำงานเป็นกลุ่ม

จิตวิญญาณ mottainai เพิ่มคุณค่าแก่สินค้า
เมื่อ Wangari Maathai เป็นนักเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมชาวเคนยาท่านแรกที่ได้รับรางวัล Nobel Prize ในสาขาวิชาของเธอ ได้มาประเทศญี่ปุ่นในปี 2004 และผมรู้สึกปราบปลื้มใจมากที่เธอรู้จักภาษาญี่ปุ่นคำว่า "mottainai." ผมพยายามค้นหาคำในภาษาอื่นที่มีความหมายตรงกับคำนี้ แต่ผมไม่สามารถหาคำที่มีความรักและเคารพในธรรมชาติเท่ากับคำนี้ได้ ผมจึงตัดสินใจที่จะเผยแพร่คำว่า "mottainai" ให้โลกรู้ในภาษาทั่วไป

Mottainai เดิมเป็นคำทางพระพุทธศาสนาแสดงความเศร้าโศกและเสียใจต่อการสูญเสียของ"สิ่งสำคัญที่ควรจะใช้"

ยกตัวอย่าง วัตถุดิบสำหรับสินค้าอุตสาหกรรม เช่น โลหะ น้ำมันและถ่านหิน ถูกขุดขึ้นมาจากใต้ดิน เนื่องจากเทคโนโลยีของเรายังไม่สมบูรณ์ ถึงแม้ว่าเราได้เริ่มขุดวัตถุดิบที่ธรรมชาติใช้เวลากว่าหลายล้านปีขึ้นมาใช้ สิ่งเหล่านั้นก็ถูกทิ้งเหมือนเป็นสิ่งด้อยค่า และพวกเราไม่ได้ตระหนักถึง"สิ่งสำคัญที่ควรจะใช้" ในฐานะสินค้าที่มีประโยชน์ไปทั่วโลก ความเศร้าโศกเสียใจและความรู้สึกผิดที่มีต่อธรรมชาตินั้นเรียกว่า mottainai

วิศวกกรมการผลิตของญี่ปุ่นได้ฝังรากลึกในจิตวิญญาณ mottainai นี้ ผมคิดว่านั่นคือแรงขับเคลื่อน เพราะพวกเขาต้องการสร้างบางสิ่งบางอย่างที่สามารถนำมาใช้ได้นานที่สุดและยังมีคุณภาพสูงอีกด้วย

ความปรารถนาของผมที่จะแบ่งปันสินค้าที่ผลิตโดยคนญี่ปุ่นซึ่งเติบโตในสภาพแวดล้อมนี้คือการเริ่มต้นของ Discovery Japan ครับ

Norio Itabashi
Blog